การทำกายภาพบำบัดผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

การทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธีและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ เช่น การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ การผ่าตัดลิ้นหัวใจ และการทำบอลลูน สามารถฟื้นตัวได้เร็วและกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ ทั้งนี้ การทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจเป็นโปรแกรมการฝึกระยะยาวและอาจมีการออกแบบโปรแกรมให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยไม่สร้างความกดดันให้ผู้ป่วยมากจนเกินไป
ควรเริ่มทำกายภาพบำบัดตั้งแต่ระยะใด
การทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่วง
- ก่อนผ่าตัด
ก่อนเข้ารับการผ่าตัด นักกายภาพจะเข้าไปแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับภาวะที่จะเกิดขึ้นหลังจากรับการผ่าตัด และสอนท่าบริหารร่างกายเบื้องต้นที่สามารถทำได้หลังจากการผ่าตัด เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจให้กับผู้ป่วย - ช่วงหลังผ่าตัดที่ยังต้องอยู่ที่โรงพยาบาล
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ให้ผู้ป่วยพักฟื้นร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดจากการนอนอยู่กับที่เป็นเวลานาน การไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ส่งผลให้บางราย อาจมีอาการความดันตก เมื่อขยับร่างกายอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การทำกายภาพบำบัดในช่วงนี้จะเป็นการให้ผู้ป่วยขยับแขน ขา ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อส่งเสริมสมรรถภาพของหัวใจและป้องกันการยึดติดของกล้ามเนื้อและข้อในกรณีที่ไม่ได้ขยับร่างกายเป็นเวลานาน - หลังจากออกจากโรงพยาบาล
หลังออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะเริ่มออกกำลังกายได้มากขึ้น นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน โดยจะเน้นไปที่การให้ผู้ป่วยมีสมรรถภาพร่างกายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ตามศักยภาพร่างกายของผู้ป่วย นอกจากนี้ การออกแบบโปรแกรมสำหรับแต่ละบุคคลยังช่วยลดความเครียดและความกดดันที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยอีกด้วย
การทำกายภาพบำบัดหลังจากการผ่าตัดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ในระยะแรกของการฝึก แนะนำเป็นการทำกายภาพบำบัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังจากผ่าตัดหัวใจ โดยเน้นเป็นที่
1. การฝึกหายใจ มี 2 วิธี คือ
- การฝึกหายใจแบบ Breathing exercise
จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด เพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายตัวของผนังทรวงอก ลดภาวะปอดแฟบ ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเหนื่อย และยังเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจอีกด้วย โดยมีขั้นตอนการฝึก ดังนี้
นั่งอยู่ในท่าสบาย โดยอาจจะนั่งข้างเตียง หรือในระยะแรกอาจนั่งพิงที่หัวเตียง หาหมอนใบเล็ก ๆ มาประคองตรงแผล ใช้มือกดให้กระชับ เพื่อลดความเจ็บขณะฝึก
– วางมือบริเวณท้อง หรือหากมีการใช้หมอนประคองแผล ให้จับหมอนให้แน่น เพื่อจับจังหวะการขยายตัวของปอด
– หายใจเข้า ค่อย ๆ สูดลมหายใจช้า ๆ ลึกๆ ให้รู้สึกว่าบริเวณทรวงอกขยายออก
– หายใจออก ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจช้า ๆ ทางปาก ให้รู้สึกว่าบริเวณทรวงอกแฟบลง
– ทำซ้ำประมาณ 5 ครั้ง/เซ็ต และทำประมาณทุก ๆ ชั่วโมง
* หากเป็นการหายใจเข้าออกลึก ๆ แนะนำไม่ควรทำเกิน 5 ครั้ง เนื่องจากอาจเกิดอาการหน้ามืดได้ - การฝึกหายใจแบบเป่าปาก (Pursed lip breathing exercise)
มักใช้เพื่อลดอาการเหนื่อย ช่วยลดภาวะหลอดลมตีบหรือเกร็ง จากการที่มีลมย้อนกลับไปดันหลอดลมที่ตีบแคบให้ขยายตัวออก ทำให้อากาศสามารถเข้าออกอย่างช้า ๆ ได้มากขึ้น มีขั้นตอนการฝึก ดังนี้
– นั่งอยู่ในท่าสบาย โดยอาจจะนั่งข้างเตียง หรือในระยะแรกอาจนั่งพิงที่หัวเตียง หาหมอนใบเล็ก ๆ มาประคองตรงแผล ใช้มือกดให้กระชับ เพื่อลดความเจ็บขณะฝึก
– วางมือบริเวณท้อง หรือหากมีการใช้หมอนประคองแผล ให้จับหมอนให้แน่น เพื่อจับจังหวะการขยายตัวของปอด
– ให้หายใจเข้าเต็มที่แล้วปิดปาก จากนั้นให้หายใจออกช้า ๆ ให้ลมดันกระพุ้งแก้มให้ป่องออกมา จากนั้นค่อย ๆ เปิดปากเป็นลักษณะปากจู๋ ให้ลมค่อย ๆ ออกมา นับ 1-2-3-4
– ทำซ้ำประมาณ 2-3 รอบ สลับกับการหายใจเข้าออกปกติ จนรู้สึกว่าอาการเหนื่อยดีขึ้น
2. การฝึกไอ
เพื่อช่วยขับเสมหะที่ค้างออกจากปอดอย่างถูกวิธี มีวิธีการฝึกดังนี้
- นั่งอยู่ในท่าสบาย โดยอาจจะนั่งข้างเตียง หรือในระยะแรกอาจนั่งพิงที่หัวเตียง หาหมอนใบเล็ก ๆ มาประคองตรงแผล ใช้มือกดให้กระชับ เพื่อลดความเจ็บขณะฝึก
- หายใจเข้าลึก ๆ ทางจมูก สลับกับการหายใจออกโดยค่อย ๆ ผ่อนล
- หายใจออกทางปากช้า ๆ
หายใจเข้าให้ลึกเต็มที่ จากนั้นกลั้นหายใจไว้สักครู่ แล้วไอออกมาอย่างเร็วและแรงเพื่อขับเสมหะ
3. การฝึกใช้ Triflow
เพื่อช่วยบริหารปอดให้แข็งแรงและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดหรือนอนพักฟื้นนาน ๆ เครื่องนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้ฝึกการหายใจเข้าลึก ๆ อย่างช้า ๆ เพื่อบริหารกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ และช่วยให้การทำงานของปอดเป็นปกติ มีขั้นตอนการฝึก ดังนี้
- นั่งหลังตรง ถือเครื่องมือ Triflow ไว้ระดับอก โดยให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้ว ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ประมาณ 2 – 3 ครั้ง
- ค่อย ๆ ดูด จนกระทั่งลูกบอลลอยขึ้น ในช่วงแรกอาจจะค่อย ๆ ฝึกทีละลูก จนสามารถทำได้ครบ 3 ลูก ดูดขึ้นค้างไว้ ประมาณ 3 – 5 วินาที หรือเท่าที่ร่างกายจะสามารถทำได้ แล้วผ่อนลมหายใจออกทำเช่นนี้ 10 – 20 ครั้ง วันละ 3 – 4 รอบ โดยการฝึกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดควรดูดได้อย่างน้อย 100 ครั้ง/วัน
- กรณีนั่งหลังตรงไม่ได้ ให้ดูดท่านอนได้ แต่ควรเปลี่ยนท่านอนขณะดูด เช่น ท่านอนหงาย ท่าตะแคงซ้าย-ขวา เพื่อให้ปอดขยายได้ทุกทิศทาง
3. การออกำลังกายทั่วไป
การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด แนะนำให้แบ่งการออกกำลังกายออกเป็น 3 ช่วง คือ
- ช่วงที่ 1 เป็นการอบอุ่นร่างกาย ใช้ระยะเวลาประมาณ 5 – 10 นาที
ยกแขน ขา เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เดินช้า ๆ เพื่ออบอุ่นร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อได้ด้วยเช่นกัน - ช่วงที่ 2 เป็นการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาประมาณ 20 – 60 นาที
ในระยะแรกแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายด้วยการเดินทางราบ เมื่อออกกำลังกายแบบเดินจนสามารถทำได้ดี ไม่มีอาการเหนื่อย อาจจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายเป็นการปั่นจักรยาน การเดินเร็ว โดยระยะเวลารวมในการออกกำลังกายควรอยู่ที่ประมาณ 30 นาทีต่อเนื่อง รวมเป็นประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่หากไม่สามารถทำได้แบบต่อเนื่อง สามารถใช้การแบ่งเป็นช่วงและรวมเวลาได้ โดยควรออกกำลังกายต่อเนื่องกันให้ได้อย่างน้อย 10 นาที เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถภาพของหัวใจมากที่สุด
* แต่ทั้งนี้หากมีอาการเหนื่อยมาก ไม่ควรที่จะฝืนร่างกายให้เหนื่อยมากเกินไป หากเหนื่อยแนะนำให้หยุดพักทันที และสามารถปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อไป - ช่วงที่ 3 คือช่วงผ่อนคลายกล้ามเนื้อจะใช้เวลาประมาณ 5 – 10 นาที
เป็นการค่อย ๆ ผ่อนการออกกำลังกายลงช้า ๆ เพื่อป้องกันอาการหน้ามืด เป็นลม การหยุดการออกกำลังกายทันที อาจส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปไม่ทัน และเกิดอันตรายได้
ระดับความหนักที่เหมาะสมของการออกำลังกายสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ
ในระยะแรกที่เริ่มออกกำลังกาย ควรเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับปานกลาง คือ อยู่ในระดับที่เหนื่อยหรือค่อนข้างเหนื่อยเท่านั้น สามารถวัดได้จากคะแนนระดับความเหนื่อย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 11-13 คะแนนเท่านั้น หรือสังเกตได้จากอัตราการเต้นของหัวใจ แนะนำว่าไม่ควรเต้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 20-30 ครั้งต่อนาทีหากเทียบกับขณะพัก
หากมีอาการต่อไปนี้ควรหยุดการออกกำลังกายทันที
- อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรืออาการปวดบริเวณคอ ขากรรไกร และปวดร้าวลงต้นแขนซ้าย
- ใจสั่น
- มึนหรือปวดศีรษะ
- หน้ามืด
- คลื่นไส้ อาเจียน
- สายตาพร่ามัว
- อึดอัดหายใจไม่ออก
- รวมถึงหากมีไข้ ท้องเสีย อากาศร้อนหรืออบอ้าว รวมถึงหลังรับระทานอาหารใหม่ ๆ ควรงดออกกำลังกายก่อน
การทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ โดยจะต้องทำอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและป้องกันการเกิดอันตรายหรืออาการแทรกซ้อนอื่น ๆ การมีนักกายภาพมืออาชีพเข้าไปทำกายภาพบำบัดที่บ้านให้กับผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีและช่วยแบ่งเบาความกังวลของผู้ดูแลได้อีกด้วย หากสนใจสามารถจองนัดทำกายภาพบำบัดที่บ้านกับนักกายมืออาชีพบนแพลตฟอร์ม OLDK ได้ที่ www.oldk.online
อ้างอิง:
- กายภาพบำบัดผู้ป่วยหลังผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ, โรงพยาบาลพญาไท3
- คู่มือการฟื้นฟูหัวใจ, งานเวชศาสตร์ฟื้นฟูหัวใจ ศูนย์หัวใจสิริกิตติ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ, โรงพยาบาลบางปะกอก9


