โรคเบาหวาน ชื่อโรคแสนเบา แต่อาการนั้นไม่เบา

โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบได้มากที่สุด จากผลสำรวจในประเทศพบว่าในผู้สูงอายุ 5 คน จะพบผู้ป่วยเบาหวาน 1 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังพบในคนที่อายุน้อยลงจากเดิมอีกด้วย ซึ่งโรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคไตวาย โรคตา หรือแม้แต่โรคหัวใจ

สาเหตุโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือผลิตได้อย่างเพียงพอแต่ไม่สามารถนำอินซูลินมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน นั่นเอง โดยอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลเข้าเซลล์ เพื่อให้ร่างกายนำมาสร้างพลังงาน หากไม่มีอินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานตามมาได้

ทำไมถึงเรียกว่า “เบาหวาน”

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัสสาวะหวาน (ปัสสาวะมีน้ำตาลสูง) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการมีมดมาตอมปัสสาวะ โดยสมัยก่อนเรามักจะเรียกปัสสาวะ ว่า ‘เบา’ และอุจจาระว่า ‘หนัก’ ดังนั้น คนจึงเรียกโรคนี้ว่า “เบาหวาน” หรือ ปัสสาวะหวานนั่นเอง

อาการของโรคเบาหวาน

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
  • หิวน้ำบ่อย
    หิวบ่อย รับประทานจุ แต่น้ำหนักลด
  • ผิวแห้ง
  • เป็นแผลง่าย แล้วหายยาก
  • ตาพร่ามัว
  • ชาบริเวณปลายมือปลายเท้าทั้ง 2 ข้าง
  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ชนิดของโรคเบาหวาน

เบาหวานชนิดที่ 1

เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูง รักษาด้วยการฉีดอิซูลิน มักพบในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 30 ปี

เบาหวานชนิดที่ 2

พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเป็นโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิต โดยมักเกิดในบุคคลที่มีภาวะอ้วน โดยตับอ่อนยังสามารถผลิตอินซูลินได้ แต่เกิดภาวะดื้ออินซูลิน จึงไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

เบาหวานชนิดพิเศษ

เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน ความผิดปกติของฮอร์โมน การได้รับยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือสารเคมี เป็นต้น

เบาหวานขณะตั้งครรภ์

เบาหวานชนิดนี้เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์และหายไปได้หลังคลอดบุตร แต่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
  • การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) เป็นวิธีที่ใช้ทั่วไป
    • ปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยกว่า 100 มก./ดล.
    • ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือเบาหวานแฝง ระดับน้ำตาลในเลือดจะอยู่ระหว่าง 100-125 มก./ดล.
    • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 126 มก./ดล.
  • การวัดระดับน้ำตาลหลังรับประทานกลูโคส/อาหารไปแล้ว 2 ชั่วโมง วิธีนี้จะดูว่าร่างกายสามารถดึงน้ำตาลไปใช้ได้หรือไม่
    • ปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะน้อยกว่า 140 มก./ดล.
    • ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือเบาหวานแฝง ระดับน้ำตาลในเลือดจะอยู่ระหว่าง 140-199 มก./ดล.
    • ผู้ที่เป็นเบาหวานระดับน้ำตาลในเลือดจะมากกว่า 200 มก./ดล.
  • การตรวจค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) เป็นค่าที่ใช้บอกระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งค่านี้อาจจะแก้ปัญหาในผู้ป่วยบางท่าน ที่พยายามควบคุมอาหารแค่ตอนก่อนที่จะเข้าพบแพทย์เท่านั้น โดยแพทย์จะดูค่าน้ำตาลสะสมประกอบกับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร เพื่อเพิ่มความแม่นยำ
    • ปกติค่าน้ำตาลสะสมจะอยู่ที่ 4.3-5.6%
    • ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานหรือเบาหวานแฝง ค่าน้ำตาลสะสมจะอยู่ระหว่าง 5.7-6.4%
    • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ค่าน้ำตาลสะสมมากกว่า 6.5% ขึ้นไป

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

มักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยพบได้บ่อยดังนี้

  • ภาวะแทรกซ้อนทางตา (เบาหวานขึ้นตา): ผู้ป่วยที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี มีโอกาสที่จะเกิดโรคตาเพิ่มขึ้นมากกว่า 4-9 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้
  • ภาวะแทรกซ้อนทางไต: ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคไตเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า โรคไตจากเบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะไตวายระยะสุดท้ายของผู้ป่วยในประเทศไทย
  • ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดขนาดใหญ่: ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน
  • แผลเบาหวานที่เท้า: ผู้ป่วยเบาหวานมีแนวโน้มที่จะต้องตัดขาส่วนล่างเพิ่มมากขึ้น 10-20 เท่า

ดูแลตัวเองอย่างไรหากเป็นโรคเบาหวาน

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกต้องตามหลักโภชนาการ อาจแบ่งมื้ออาหารเป็นเช้า กลางวัน เย็น และมื้ออาหารว่างตอนสายหรือบ่าย
  • หลีกลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำหวาน ขนม เบเกอรี่
  • หมั่นตรวจน้ำตาลด้วยตนเอง เพื่อให้ทราบระดับน้ำตาลในเลือด
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเป็นการออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินเร็ว หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ใช้บันได้แทนการใช้ลิฟต์ หากต้องเดินขึ้นไปเพียงไม่กี่ชั้น
  • ดูแลทำความสะอาดเท้า ระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผล
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่องและพบแพทย์ตามนัด

เลือก 'เครื่องตรวจน้ำตาล' ที่ใช้งานง่าย ตรวจวัดระดับน้ำตาลได้อย่างแม่นยำ

เบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และตรวจสุขภาพอย่างเป็นประจำ เพราะสุขภาพที่ดี จะทำให้การใช้ชีวิตในวัยเกษียณ รวมไปถึงวัยอื่น ๆ เป็นไปได้อย่างดีด้วย วันนี้ อย่าลืมเริ่มออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์กันนะคะ

อ้างอิง:

ช่องทางการชำระเงิน

ช่องทางจัดส่งสินค้า

ติดต่อเรา

บริษัท บี คิวบ์ โซลูชั่น จำกัด

dbd-logo.png
OLDK
Logo
เปรียบเทียบสินค้า
  • Total (0)
เปรียบเทียบ
0

Discover more from OLDK

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading